เคยเป็นกันไหม? เวลาทำอาหารทีไร กลิ่นควันจากการทอด ผัด หรือย่าง ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน บางครั้งกลิ่นแรงจนติดเฟอร์นิเจอร์ ติดม่าน หรือติดเสื้อผ้าแบบไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเป็นอาหารประเภทเครื่องเทศแรงๆ อย่างกระเพรา ผัดพริกแกง หรือหมูกระทะ กลิ่นอาจอยู่ในบ้านได้นานหลายชั่วโมง
แม่บ้านยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและความสะอาดของบ้าน ย่อมไม่อยากให้กลิ่นและควันจากการทำอาหารสร้างปัญหาต่อสมาชิกในครอบครัว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ปล่องดูดควัน กลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ในครัวสมัยใหม่
ปล่องดูดควัน คืออะไร? จำเป็นแค่ไหน?
ปล่องดูดควัน หรือที่เรียกกันว่า Range Hood เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยดูดควัน กลิ่น และไอน้ำมันจากการปรุงอาหารออกจากห้องครัว ทำให้อากาศภายในบ้านสะอาด สดชื่น และช่วยลดคราบน้ำมันที่มักเกาะตามผนังหรือเครื่องใช้ในครัว ทำให้แม่บ้านยุคใหม่ทำอาหารได้อย่างไร้กังวล
📌 5 เหตุผลที่แม่บ้านยุคใหม่ต้องมีปล่องดูดควันในครัว
1. ขจัดควันและกลิ่นอาหาร ไม่ให้ฟุ้งไปทั่วบ้าน
– เวลาทำอาหารโดยไม่มี ปล่องดูดควัน กลิ่นอาหารจะกระจายไปทั่วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่แบบเปิด (Open Space) หรือคอนโดที่เชื่อมต่อห้องครัวกับห้องนั่งเล่น ทำให้กลิ่นติดเฟอร์นิเจอร์ ติดพรม และใช้เวลานานกว่าจะจางหายไป
– มี ปล่องดูดควัน = หมดปัญหากลิ่นค้างในบ้าน ควันและกลิ่นจะถูกดูดออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศสดชื่นอยู่เสมอ
2. ลดคราบมันสะสม ทำให้ครัวสะอาดง่ายขึ้น
เคยสังเกตไหม? หลังจากทำอาหารไปสักระยะ คุณอาจเริ่มเห็นคราบเหนียวๆ เกาะตามตู้ พื้น และผนังในครัว นั่นคือ ไอน้ำมันจากการทำอาหาร ที่ลอยขึ้นไปและจับตัวเป็นคราบเหนียว
โดยเฉพาะการทอดอาหารหรือใช้ไฟแรง เช่น ผัดกระเพรา หมูกระทะ หรือทอดไก่ ยิ่งทำนานวัน ยิ่งสะสมจนทำความสะอาดยาก
– มีปล่องดูดควัน = ลดการสะสมของคราบมัน ลดเวลาทำความสะอาด และช่วยให้ครัวสะอาดน่าใช้งาน
3. ปรับอากาศให้สดชื่น ลดความเสี่ยงจากสารพิษในควัน
ควันจากการทำอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของกลิ่นเท่านั้น แต่ยังมีสารพิษที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น
- คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) จากการเผาไหม้ของเตาแก๊ส
- สารระเหยจากน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ
แม่บ้านยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ ย่อมไม่อยากให้สมาชิกในบ้านสูดควันพิษเหล่านี้เข้าไปทุกวัน ปล่องดูดควันช่วยฟอกอากาศ ลดความเสี่ยงจากมลพิษในครัว
– มีปล่องดูดควัน = ลดปัญหาภูมิแพ้ หายใจสะดวกขึ้น
4. ป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับในครัว
ความชื้นจากไอน้ำในการทำอาหาร หากไม่มีการระบายอากาศที่ดี อาจสะสมจนทำให้เกิดเชื้อรา โดยเฉพาะบริเวณเพดาน ผนัง และซอกมุมต่างๆ
ไม่มีปล่องดูดควัน – ครัวอับชื้น เกิดเชื้อรา และมีกลิ่นเหม็นสะสม
– มีปล่องดูดควัน – ช่วยระบายอากาศ ลดโอกาสเกิดเชื้อรา ครัวแห้งไว ไม่อับชื้น
5. เสริมดีไซน์ให้ครัวดูหรูหราและทันสมัย
ปัจจุบัน ปล่องดูดควันไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์ใช้งานทั่วไป แต่ยังเป็นไอเทมที่ช่วยเสริมความสวยงามให้กับห้องครัว ด้วยดีไซน์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น
ปล่องดูดควันติดผนัง – เหมาะกับครัวที่มีพื้นที่กว้าง
ปล่องดูดควันแบบติดเพดาน – สำหรับครัวเกาะกลาง ดูหรูหรา
ปล่องดูดควันแบบไม่มีท่อระบาย – เหมาะกับคอนโดหรือบ้านที่ติดตั้งท่อไม่ได้
– มีปล่องดูดควัน = ครัวดูทันสมัย สะอาด และมีสไตล์
วิธีเลือกปล่องดูดควันให้เหมาะกับบ้าน
– ขนาดของปล่องดูดควัน – ควรเลือกขนาดที่พอดีกับเตา เช่น เต้าขนาด 60 ซม. ควรใช้ปล่องดูดควันขนาด 60-90 ซม.
– กำลังดูดของเครื่อง (CFM) – ถ้าทำอาหารบ่อย และใช้เตาแก๊ส ควรเลือกแบบที่มีกำลังดูดสูง
– ชนิดของปล่องดูดควัน
- แบบหมุนเวียนอากาศ (ไม่มีท่อ) – เหมาะกับคอนโด
- แบบระบายออกนอกบ้าน (มีท่อ) – ดูดควันได้ดีขึ้น เหมาะกับบ้านที่ติดตั้งท่อได้
– เสียงขณะใช้งาน – เลือกแบบที่เสียงไม่ดังเกินไปเพื่อความสบายในการใช้งาน
สรุป: ทำไมแม่บ้านยุคใหม่ต้องมีปล่องดูดควัน?
– กำจัดควันและกลิ่นอาหาร ให้ครัวสะอาดและสดชื่น
– ลดคราบน้ำมันสะสม ทำความสะอาดง่ายขึ้น
– ปรับอากาศให้บริสุทธิ์ ลดความเสี่ยงจากสารพิษ
– ป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับในครัว
– เสริมดีไซน์ให้ครัวดูหรูหราและทันสมัย
– หากคุณเป็นแม่บ้านยุคใหม่ที่ต้องการให้ครัวสะอาด ถูกสุขอนามัย และลดปัญหาควันและกลิ่นอาหาร ปล่องดูดควันคือไอเทมที่ขาดไม่ได้!
5 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ปล่องดูดควัน” ที่เจ้าของบ้านต้องรู้!
ปล่องดูดควัน (Range Hood) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้ห้องครัวสะอาด ไร้กลิ่นและควันกวนใจ แต่หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อ การติดตั้ง และการดูแลรักษาปล่องดูดควัน
วันนี้เรารวบรวม 5 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปล่องดูดควัน พร้อมคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม!
1. ปล่องดูดควันมีกี่ประเภท และควรเลือกแบบไหน?
ปล่องดูดควันมีหลายประเภท โดยแบ่งตามระบบการทำงานหลักๆ ได้แก่
ปล่องดูดควันแบบมีท่อระบายออกนอกบ้าน (Ducted Hood)
- ใช้ท่อระบายควันและกลิ่นออกจากตัวบ้าน
- เหมาะกับบ้านเดี่ยวและครัวที่สามารถติดตั้งท่อได้
- กำจัดกลิ่นและควันได้ดีที่สุด
ปล่องดูดควันแบบหมุนเวียนอากาศ (Ductless Hood)
- ใช้แผ่นกรองคาร์บอนช่วยดูดซับกลิ่น ก่อนปล่อยอากาศที่สะอาดกลับออกมา
- เหมาะกับคอนโด หรือบ้านที่ติดตั้งท่อไม่ได้
- ต้องเปลี่ยนแผ่นกรองเป็นประจำ
คำแนะนำ: หากมีพื้นที่เพียงพอ แนะนำให้ใช้ ปล่องดูดควันแบบมีท่อระบาย เพราะช่วยกำจัดควันและกลิ่นได้ดีกว่าแบบหมุนเวียนอากาศ
2. ควรเลือกขนาดปล่องดูดควันอย่างไรให้เหมาะกับเตา?
ขนาดของปล่องดูดควัน ต้องสัมพันธ์กับขนาดของเตา เพื่อให้การดูดควันมีประสิทธิภาพสูงสุด
หลักการเลือกขนาดที่เหมาะสม
- เตาขนาด 60 ซม. ควรเลือกปล่องดูดควันขนาด 60-90 ซม.
- เตาขนาด 90 ซม. ควรเลือกปล่องดูดควันขนาด 90-120 ซม.
คำแนะนำ: ควรเลือกปล่องดูดควันที่มีขนาดใหญ่กว่าเตาเล็กน้อยเพื่อช่วยดูดควันได้ครอบคลุม
3. ปล่องดูดควันต้องมีกำลังดูด (CFM) เท่าไหร่ถึงจะพอ?
CFM (Cubic Feet per Minute) คือค่าที่บอกความสามารถในการดูดควันของเครื่อง โดยค่าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของการทำอาหาร
แนวทางเลือก CFM ตามประเภทของการทำอาหาร
- ทำอาหารทั่วไป (ต้ม ผัดเล็กน้อย) → 300-400 CFM
- ทำอาหารทอดหรือย่าง → 400-600 CFM
- ใช้เตาแก๊สหรือทำอาหารหนักๆ → 600-1000 CFM
คำแนะนำ: หากคุณทำอาหารประเภททอดหรือผัดไฟแรงบ่อยๆ ควรเลือกปล่องดูดควันที่มีกำลังดูด 600 CFM ขึ้นไป
4. วิธีดูแลและทำความสะอาดปล่องดูดควันต้องทำอย่างไร?
เพื่อให้ปล่องดูดควันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรทำความสะอาดเป็นประจำ โดยมีวิธีดูแลง่ายๆ ดังนี้
ทำความสะอาดไส้กรองไขมัน (Grease Filter)
- ไส้กรองโลหะ (สแตนเลส/อลูมิเนียม) → ล้างทุก 1-2 เดือน ด้วยน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจาน
- ไส้กรองคาร์บอน (เฉพาะรุ่นหมุนเวียนอากาศ) → เปลี่ยนทุก 6-12 เดือน
เช็ดทำความสะอาดตัวเครื่อง
- ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ เช็ดคราบน้ำมันออกจากตัวเครื่องเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีแรงๆ ที่อาจกัดกร่อนพื้นผิว
คำแนะนำ: หมั่นล้างไส้กรองและเช็ดทำความสะอาดตัวเครื่องบ่อยๆ เพื่อป้องกันไขมันสะสมและช่วยให้ปล่องดูดควันทำงานได้ดีขึ้น
5. ปล่องดูดควันเสียงดังเกินไป แก้ไขได้อย่างไร?
เสียงของปล่องดูดควันเกิดจากอะไร?
- กำลังดูดของเครื่องสูงเกินไป
- ไส้กรองอุดตัน ทำให้มอเตอร์ทำงานหนัก
- ติดตั้งไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน
วิธีแก้ไขเสียงดังของปล่องดูดควัน
เลือกเครื่องที่มีฟังก์ชันปรับระดับความแรงของพัดลม เพื่อให้สามารถปรับระดับเสียงให้เหมาะสม
ตรวจสอบไส้กรองและทำความสะอาดเป็นประจำ หากไส้กรองอุดตันจะทำให้มอเตอร์ทำงานหนักและเสียงดังขึ้น
ตรวจสอบการติดตั้ง หากติดตั้งไม่แน่นหนา อาจทำให้เกิดเสียงสั่นสะเทือน ควรให้ช่างช่วยเช็กจุดยึด
คำแนะนำ: เลือกปล่องดูดควันที่มีระดับเสียง ต่ำกว่า 60 เดซิเบล (dB) เพื่อให้ใช้งานได้โดยไม่รบกวน
สรุป: 5 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปล่องดูดควัน
- ปล่องดูดควันมีกี่ประเภท?
มีแบบระบายอากาศออกนอกบ้าน และแบบหมุนเวียนอากาศ เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ของคุณ - ควรเลือกขนาดปล่องดูดควันอย่างไร?
ควรมีขนาดพอดีกับหรือใหญ่กว่าเตาเล็กน้อยเพื่อดูดควันได้ดี - กำลังดูด (CFM) ควรเลือกเท่าไหร่?
ถ้าทำอาหารหนัก ควรเลือกกำลังดูด 600 CFM ขึ้นไป - วิธีดูแลปล่องดูดควันต้องทำอย่างไร?
หมั่นทำความสะอาดไส้กรองทุก 1-2 เดือน และเปลี่ยนไส้กรองคาร์บอนตามระยะเวลา - แก้ปัญหาเสียงดังของปล่องดูดควันได้อย่างไร?
ตรวจสอบไส้กรอง ทำความสะอาด และเลือกเครื่องที่มีระดับเสียงต่ำกว่า 60 dB
หวังว่า 5 คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกปล่องดูดควันที่เหมาะกับบ้านของคุณได้ง่ายขึ้น!
PKI ผลิต ติดตั้ง และจัดจำหน่าย
PKI เราเป็นโรงงานผลิต ปล่องดูดอากาศ ปล่องระบายอากาศ รวมไปถึงข้อต่อ และอุปกรณ์ส่วนควบครบทั้งระบบระบายอากาศ โดยเรายังเป็นซัพพลายเออร์ สต๊อคสินค้าเอง ทำให้ร่นระยะเวลา ตั้งแต่กระบวนการสั่งผลิต ไปจนติดตั้ง ส่งมอบงาน ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงทีมงานติดตั้งมืออาชีพ ที่รับหน้าที่ในการออกแบบ วางแผน และติดตั้งระบบระบายอากาศ โดยตรง ลดโอกาศรั่วของน้ำและอากาศ บริเวณรอยต่อ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี เราจึงได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของบ้าน อาคาร ไปถึงโรงงานต่างๆทั่วประเทศ ใช้เวลาในการลงหน้างานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยการรับประกัน ทั้งสินค้าและงานติดตั้ง การเซอร์วิส ดูแล ซ่อมแซมต่างๆครบวงจร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆเกี่ยวกับ ปล่องดูดอากาศ ปล่องระบายอากาศ ลูกหมุนระบายอากาศ ลูกหมุนดูดอากาศ ปล่องหมวกจีน รางน้ำสแตนเลส รางน้ำสังกะสี ระบบรางน้ำ ต่อเติมกันสาด หลังคาโรงจอดรถ ซ่อมแซมและต่อเติมบ้าน อาคาร
LINE Official Account :PKI (รางน้ำฝน)
เบอร์โทรติดต่อ 0818101135
Facebook : PKI เพิ่มกิจอุตสาหกรรม
Website : https://rangnamfon.com/

